พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาวตั้งอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประเทศรัสเซีย นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทัวร์รัสเซียจะได้เข้าชมพระราชวังฤดูหนาวที่มีความยิ่งใหญ่ทั้งลานกว้างและเสาอเล็กซานเดอร์ที่ได้สร้างถวายเพื่อเป็นพระเกรียรติแด่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 พระองค์ทรงชนะสงครามเหนือนาโปเลียนของฝรั่งเศส
พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจนั้นมีความยิ่งใหญ่พอๆกับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ของฝรั่งเศส พระราชวังฤดูหนาวจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ ที่นี่มีการแสดงผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านชิ้นตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่นี่มีผลงานของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ไมเคิล แองเจโล ราฟาเอล, ติเตียน แรมแบรนท์ รูเบนส์ ภาพวาดอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศส อีกทั้งแวนโก๊ะ มาติส โกแกง และจิตรกรชื่อดัง โรแดง พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาวแต่ก่อนเฮอร์มิเทจเป็นชื่อเรียกสมบัติของพระราชินีแคทเธอรีนที่เก็บรวบรวมและซื้อภาพที่มีชื่อเสียงจากยุโรปกว่า 200 ภาพ เลยต้องสร้างห้องเก็บภาพและสมบัติส่วนพระองค์และสมบัติของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชขึ้นที่นี่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมในปี ค.ศ.1852 ภายหลังการปฏิวัติในปีค.ศ.1917 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตกเป็นของรัฐบาลโซเวียตทางรัฐบาลได้ขยายคอลเลคชั่นงานศิลปะและสมบัติของพิพิธภัณฑ์ออกไปโดยการนำภาพเขียนและสมบัติส่วนพระองค์มาจากพระราชวังอื่นๆ เช่น พระราชวังแคทเธอรีน พระราชวังอเล็กซานดริสกี้ พระราชวังสโตรกานอฟสกี้ และพระราชวังยูซูปอฟสกี้ มารวบรวมเอาไว้ที่เฮอร์มิเทจ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง ซึ่งสร้างเชื่อมต่อกันก็คือ พระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) , อาคารเล็ก (Small Hermitage) , อาคารเก่า (Old Hermitage) , อาคารใหม่ (New Hermitage) และอาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre) ย้อนไปที่พระราชวังฤดูหนาวภายในจะประกอบไปด้วยห้องมากกว่า 1,050 ห้อง ในปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจที่รวบรวมของมีค่าจากทั่วโลกกว่า 3 ล้านชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของจิตรกรเอกของโลกและนอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทัวร์รัสเซียจะได้ชมกับวัตถุล้ำค่าต่างๆ อาทิ นาฬิกา รูปนกยูง แจกันมาลาไคท์ รวมไปจนถึงศิลปวัตถุอียิปต์โบราณ และมัมมี่
พระราชวังฤดูหนาวนั้นมีความยิ่งใหญ่ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับและรับรองการเสด็จมาเยือนของรัชกาลที่ 5 ของไทยในการเจริญสัมพันธไมตรีไทยกับรัสเซียและยังได้ร่วมกันฉายพระรูปกับพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ของสหพันธรัฐรัสเซียอีกด้วย พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาวเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในการมาทัวร์รัสเซีย ที่นี่เป็นที่นิยมของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเป็นอย่างมาก
Fellow-Traveller (เพื่อนเดินทาง) @ เพื่อนที่รวมเดินทางไปตามที่ต่างๆ ด้วยกัน แหล่งรวมข้อมูลท่องเที่ยวจากเว็บทั่วโลก
Sunday, May 3, 2015
วิหารเซ็นไอแซค (St. Isaac's Cathedral) ประเทศรัสเชีย
วิหารเซ็นไอแซค (St. Isaac's Cathedral) เป็นมหาวิหารอยู่ในเมืองเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์กซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของการมาทัวร์รัสเซีย มหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ.1818 และสร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ.1858 วิหารเซ็นไอแซคถือเป็นหนึ่งในวิหารที่สวยที่สุดในรัสเซียสร้างในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสมองต์แฟรองด์ (August de Montferrand)วิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างกว่า 40 ปี
วิหารเซ็นไอแซคประกอบไปด้วยเสาหินแกรนิตกว่า 48 ต้น เสาหนึ่งต้นมีน้ำหนักกว่า 114 ตัน ภายในนั้นประดับด้วยประติมากรรมบอร์นและภาพวาดกว่า 400 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีโดมทองที่งดงามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเลยก็ว่าได้เนื่องจากมีขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.8 ม. ติดอันดับ 4 ของโลกรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม ประวัติของวิหารเซ็นไอแซคนั้นมีมายาวนานเกือบ 3 ศตวรรษโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะก็คือ ระยะแรกมหาวิหารสร้างจากไม้ตั้งอยู่ที่แอดมิรัลตี้เป็นกองบัญชาของกองทัพเรือในปี ค.ศ.1712 ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกของกษัตริย์ปีเตอร์มหาราชและพระนางแคทเธอรีน ระยะที่สองมหาวิหารตั้งอยู่ที่ลานดีเซมบริสต์สร้างจากหินและกษัตริย์ปีเตอร์มหาราชก็ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อ ค.ศ.1717 แต่หลังจากนั้นก็ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้เสียหาย ระยะที่สาม พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ได้สั่งให้ก่อสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ที่เห็นในกันปัจจุบันซึ่งออกแบบโดยมองต์แฟรองด์ลักษณะการออกแบบมหาวิหารเซนต์ไอแซคนี้ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรเนสซองส์และบาโรก นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์รัสเซียจะเห็นว่าภายในของวิหารประกอบไปด้วยส่วนต่างๆก็คือ การตกแต่งด้วยภาพไอคอนที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียเป็นรูปเซนต์นิโคลาสเซนต์ปีเตอร์ ซึ่งใช้เวลาในการทำโมเสกนานมากแต่ละตารางเมตรใช้เวลาเกือบปี ใช้สีกว่าหมื่นสีและใช้เงินมากหว่า 23 รูเบิล นอกจากนี้ยังมีภาพเฟรสโกแต่ในปัจจุบันได้ยกเลิกการทำโมเสกเนื่องจากต้องใช้ทุนสูงและใช้เวลานานมาก ต่อมาจะเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำ แร่หินต่างๆ อาทิ เสาหินมาลาไคต์และหินอื่นๆจากเทือกเขาอูราล รูปหล่อสำริด รูปแกะสลักจากหินอ่อนอย่างรูปของนายมองต์แฟรองด์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ส่วนประตูไม้นั้นทำจากไม้โอ๊กและติดรูปสลักที่ทำจากทองแดง ที่นี่ยังเป็นโบสถ์ออร์โทดอกซ์แห่งเดียวที่ประดับด้วยกระจกสี
โบสถ์สมอลนี ประเทศรัสเซีย (Russia)
โบสถ์สมอลนี (Smolny Cathredral) หรือโบสถ์นางชีสมอลนี่ คอนแวนน์ โบสถ์แห่งนี้ตัวอาคารนั้นเป็นสีฟ้าขาว สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1748 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ.1764 แต่ก่อนที่นี่นั้นเป็นสำนักแม่ชีก่อสร้างขึ้นเมื่อสมัยพระนางอลิซาเบธ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลี่ยนชื่อว่า Bartoloeo Francesco Rastrelli
บริเวณรอบๆโบสถ์สมอลนีประกอบไปด้วยสวนและอาคารต่างๆที่ก่อสร้างขึ้นในสมัยของพระนางแคทเธอรีนมหาราชเพื่อใช้เป็นที่ฝึกอบรมสตรีชั้นสูงในเรื่องของการใช้ชีวิตในราชสำนักและชีวิตประจำวัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนสวีเดนบริเวณนี้ได้สร้างป้อมปราการและยังเป็นที่ตั้งของชุมชน แต่ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้สร้างลานกว้างให้กะลาสีเรือไว้เป็นที่อยู่อาศัยต่อมาพระมเหสีเสนอให้สร้างโบสถ์ ต่อมาได้มีการสร้างโบสถ์และสำนักแม่ชีไว้ในบริเวณนี้ตั้งแต่ปีค.ศ.1720-1760 และในสมัยของพระนางอลิสชาเบธ ผู้ที่ศรัทธาและเคร่งคัดในศาสนาเป็นอย่างมากได้ตัดสินพระทัยสร้างโบสถ์สีฟ้าขาวหลังใหม่ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1744 สร้างโดยสถาปนิกที่ชื่อ Bartolommeo Francesco Rastrelliสร้างโดนใช้ศิลปะแบบบารอก โบสถ์สมอลนีนั้นเป็นสำนักแม่ชีและเป็นสถานที่สักการะของผู้หญิงในเมืองหลวงและในช่วง ค.ศ.1764 ที่นี่ได้เปิดเป็นโรงเรียนสถานที่ฝึกอบรมสำหรับสตรีในสังคมชั้นสูงและบรรดาบุตรสาวของเศรษฐีแต่ต่อมาในยุคของพระเจ้าปอลด์ที่ 1ได้มีพระบัญชาให้ปิดสำนักแม่ชีและยกให้เป็นของวิทยาลัยแทนแต่ในต่อมายุคของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ได้ขยายอาคารของวิทยาลัยออกไปอีกซึ่งทำให้มีความสวยงามมากขึ้น ต่อมาได้มีการปฏิวัติรัสเซียวิทยาลัยจึงปิดลงและเปลี่ยนเป็นที่ทำการใหญ่ของพรรบอลเซวิคหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ค.ศ.1991 กลายเป็นสำนักงานนายกเทศมนตรี ต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1999 ได้เปิดเป็นวิทยาลัยสมอลนีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์
ปัจจุบันโบสถ์สมอลนี (Smolny Cathredral) ถูกใช้เป็นสถานที่แสดงคอนเสิร์ตและจัดงานทั่วไปโดยสำนักชีบริเวณรอบๆถูกใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาล โบสถ์สมอลนี (Smolny Cathredral) เปิดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทัวร์รัสเซียเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 11.00-18.00 น. และจะปิดทุกวันพฤหัสบดี สถานที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานและมีความสำคัญในมาทัวร์รัสเซียอยู่น้อย สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยากแนะนำให้มาที่โบสถ์สมอลนีแห่งนี้ นอกจากจะมีความเป็นมายาวนานแล้วยังมีความงดงามทั้งศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สวยอีกด้วยคะ
พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส ประเทศรัสเซีย
พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส พระราชวังแห่งนี้มีความงดงามแปลกตา นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์รัสเซียไม่ควรพลาดกับสถานที่แห่งนี้เลยละคะ พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรสตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลบอลติกซึ่งเป็นพระราชวังของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตัวอาคารนั้นมีความสวยงามเป็นอย่างมากนอกจากนี้ยังมีน้ำพุมากกว่า 100 แห่ง นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์รัสเซียเมื่อเข้าชมพระราชวังจะต้องนำถุงเท้าที่มีไว้ให้มาสวมคลุมรองเท้าอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้พระราชวังเสียหาย และพระราชวังแห่งนี้ยังเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย
พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรสมีสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและวิศวกรรมที่ผสมสนานเข้ากับความงามของศิลปะอีกถึงยังสัมพันธ์กับภูมิประเทศที่สวยงาม ที่นี่มีประวัติความเป็นมาในการก่อสร้างกล่าวไว้ว่า พระราชวังแห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชในปีค.ศ. 1705 เป็นพระตำหนักของกษัตริย์รัสเซียโดยเลือกสร้างให้ติดกับชายฝั่งเพื่อใช้พักผ่อนและล่าสัตว์ในฤดูร้อน ในปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชประกอบด้วยพระราชวัง น้ำพุ สวนตอนล่างและสวนตอนบน แต่เดิมนั้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้เสด็จไปยุโรปปีค.ศ.1717 ท่านได้พบพระพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) ที่ฝรั่งเศสพระองค์ประทับใจมากจึงได้วาดภาพร่างเพื่อมาสร้างพระราชวังแห่งนี้แต่ในอดีตสร้างเป็นพระราชวังเล็กๆแต่ต่อมาสมัยพระนางอลิสซาเบธได้ปรับปรุงและขยายออกไปในแบบศิลปะบารอกจึงทำให้พระราชวังแห่งนี้มีความสวยงามมากด้วยการออกแบบของสถาปนิกที่มีชื่อเสียงคือ วังเปโตร ดวาเรียส พระราชวังแห่งนี้ทรุดโทรมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยที่เยอรมันยึดครองแต่แล้วก็ได้มีการบูรณะใหม่จนเกือบสมบูรณ์ จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้ก็คือ น้ำพุที่อลังการแต่จะปิดในฤดูหนาว
ย่านอิเคะบูคูโระ ประเทศญี่ปุ่น
อีกหนึ่งย่านในโตเกียวที่น่าสนใจเมื่อ
คุณมาท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ที่จะต้องไม่พลาดเเวะเวียนมาเดินเล่นชมความทันสมัยเเละช๊อปปิ้ง
อีกทั้งยังเป็นเเหล่งที่มีโรงเเรมมากมายเเละการเดินทางที่เเสนจะสะดวกสบาย
เหมาะสำหรับการใช้เป็นที่พักหลักยามที่คุณจะมาท่องเที่ยวในโตเกียวเป็นอย่าง
ยิ่ง เเน่นอนเลยว่าเรากำลังจะกล่าวถึงย่านดังอย่าง อิเคะบูคูโระ ที่ขานักท่องเที่ยวชาวไทยน่าจะได้ยินชื่อเสียเรียงนามมาเป็นอย่างดี
กล่าวถึงเเหล่งช๊อปปิ้งในย่าน อิเคะบูคูโระ
ไปเเล้ว ต่อมาเราก็อยากจะเเนะนำของเด็ดในย่านนี้ นั่นก็คือราเมง
เเละร้านที่คุณควรจะเเวะเวียนเข้าไปลองชิมรสชาติราเมงเเท้ๆ
สไตส์ญี่ปุ่นก็คือที่ร้าน Kohmen ที่ขึ้นชื่ออย่างมากทั้งเส้น น้ำซุป
เเละหมู ในราเมง โดยร้านจะตั้งอยู่ทางออกด้านตะวันออกของสถานีอิเคะบูคูโระ
ส่วนอีกร้านชื่อว่า Danbo
ที่มีรสชาติเด็ดดวงไม่เเพ้ร้านเเรกโดยจะอยู่ทางออกฝั่งตะวันตกของสถานีอิเคะ
บูคูโระ นอกจากนี้เราอยากจะบอกเลยว่าหากคุณเป็นคออนิเมทเเล้วล่ะก็
คุณจะคุ้นตาไปหมดกับย่านนี้ เพราะที่นี่ถูกใช้เป็นฉากหลังในอนิเมทหลายๆ
เรื่องรวมทั้งละครญี่ปุ่น โดยเฉาะเรื่องดังๆ อย่าง Ikebukuro West Gate
Park
สำหรับย่าน อิเคะบูคูโระ
เเต่เดิมนั้นถือเป็นย่านที่มีราคาที่ดินถูกที่สุดในโตเกียวเลยก็ว่าได้
จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดบรรดาศิลปินเเละชาวต่างชาติให้เข้าพักอาศัยในย่านนี้
เเละมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนราคาที่ดินค่อยๆ
ขยับสูงขึ้นไปจนกลายเป็นย่านธุรกิจและบันเทิงชื่อดังอีกเเห่งของโตเกียว
โดยที่นี่จะมีทั้งสำนักงานของบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ
เเละห้างสรรพสินค้า รวมทั้งภัตตาคารทั้งสไตส์ตะวันตกเเละเเบบญี่ปุ่น
โดยรวมเเล้วก็จะมีความคล้ายคลึงกับย่านชินจูกุและชิบูย่า
จุดเด่นที่ต้องกล่าวถึงของ อิเคะบูคูโระ
ก็คือเรื่องของการเดินทางที่เเสนจะสะดวกสบายเพราะที่นี่มีสถานีรถไฟอิเคะบู
คูโระ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่มีผู้โดยสารมากเป็นอันดับสองของโตเกียว
เเละยังเป็นสถานีชุมทางที่สำคัญแห่งหนึ่งของสายยะมะโนะเตะด้านตะวันตก
อย่างที่เรารู้กันว่าเส้นทางรถไฟสายยะมะโนะเตะนั้นจะวนเป็นวงกลมผ่านย่าน
สำคัญๆ มากมายของโตเกียว โดยส่วนใหญ่จะเป็นเเหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ อีกด้วย
จึงทำให้ย่าน อิเคะบูคูโระ
เหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคมทางรถไฟสายนี้
โดยจุดเด่นที่จะต้องกล่าวถึงก็คือซันไชน์ซิตี้ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ
อีกเเห่งของกรุงโตเกียวเเละของย่านนี้เลยทีเดียว
โดยมันเป็นที่ตั้งของสวนสนุกในร่มและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
นอกจากซันไชน์ซิตี้ยังมีที่เที่ยวยอดนิยมอีกมากมาย เช่น
ห้างสรรพสินค้าเซย์บุและโทบุ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
และแหล่งช๊อปปิ้งที่เชื่อมต่อกับสถานีโดยตรง
เรียกว่าคุณสามารถเดินจากสถานีรถไฟทะลุไปสู่ซันไชน์ซิตี้ ได้เลย
การเดินทางมาในย่าน Ikebukuro
นั้นไม่ยากเย็นอะไรเลย ขอเพียงคุณใช้เส้นทางรถไฟสาย ยะมะโนะเตะ
เเล้วเลือกลงที่สถานีใหญ่อย่าง อิเคะบูคูโระ เท่านั้นก็ถึงเเล้ว
โดยเราขอเเนะนำว่าโรงเเรมที่พักในย่านนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกเเหล่ง
ในการมาเยือนโตเกียว เครดิต http://tourxpresscenter.com/info.php
Friday, May 1, 2015
"พิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ อัญมณีแห่งชวาตะวันออก"
"พิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ อัญมณีแห่งชวาตะวันออก"
หากพูดถึงภูเขาไฟ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็คงจินตนาการถึงความน่าเกรงขาม และความน่ากลัวเมื่อภูเขาไฟเกิดการระเบิดและพ่นลาวาสูงเฉียดฟ้า ทั้งๆ ที่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ภูเขาไฟถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าพิศวงด้วยมีทัศนียภาพที่สวยงามซับ ซ้อน ดูน่าค้นหายิ่งนัก เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจึงจะพาทุกท่านเดินทางสู่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อไปยังภูเขาไฟโบรโม่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีบนมงกุฎของชวาตะวันออก อีกทั้งที่นี่ยังถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออก เฉียงใต้อีกด้วย
โดยภูเขาไฟโบรโม่คือหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิทจาภูเขาไฟทั้งหมดประมาณ 400 ลูกของอินโดนีเซีย ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,392 เมตร ซึ่งเคยเกิดระเบิดมาแล้วถึง 3 ครั้ง ภายในระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ครั้งล่าสุดที่ภูเขาไฟโบรโม่เกิดการระเบิดก็คือเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 ที่ผ่านมา นอกจากนี้มันยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 10 แห่งอินโดนีเซียที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอีกด้วย .. เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ
บนเนินเขาสูงกว่า 40 กิโลเมตร บนชายฝั่งทางตอนเหนือของหมู่เกาะชวาตะวันออก เมื่อนักเดินทางเพื่อมุ่งสู่ภูเขาไฟโบรโม่ จำเป็นที่จะต้องผ่านหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและหมอกควันจากภูเขาในแถบ นี้ ที่ไม่ใช่แค่จากบรูโม่เท่านั้น เพราะภายในแถบนี้ยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับอยู่อีก 2 ลูกด้วยกัน และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปชมความงามอันน่ามหัศจรรย์ของ ภูเขาไฟโบรโม่ ส่วนใหญ่จะรีบเดินทางมาให้ถึงที่หมายก่อนฟ้าสาง เพื่อให้ทันเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะสาดแสงแห่งความสว่างไสวไปทั่วพื้นพิภพ นั่นเอง
และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายที่จะพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ เส้นทางยอดนิยมก็คือการเดินทางจากสุราบายาสู่ เมืองโปรโบลิงโก้ แล้วไปต่อที่หมู่บ้านเซโมโร ลาวัง จากนั้นจึงพักค้างแรมที่นี่หนึ่งคืน เพื่อให้ทันกับการไปชมพระอาทิตย์ในช่วงเช้านั่นเอง รวมถึงการชมปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ด้วย โดยเซโมโร ลาวังเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร มีอุณหภูมิหนาวเย็นในช่วงเวลากลางคืนและช่วงเช้ามืด ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจำเป็นจะต้องพกพาเสื้อหนาวหรือกางเกงขายาวมา ด้วยเป็นอย่างน้อย นอกเหนือจากเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับการปีนเขาหรือการเดินเท้าในระยะไกลๆ
การเดินทาง Getting there
เส้นทางการเดินทางสู่ภูเขาไฟโบรโม่ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางยอดนิยมของนักเดิน ทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักเรียนมัธยมในพื้นที่ ที่ใช้เส้นทางนี้ในการเข้าค่ายสันทนาการ นอกจากนั้นก็ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่าง ชาติผู้ที่รักการผจญภัยเช่นเดียวกัน โดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมายังภูเขาไฟโบรโม่ หากไม่เลือกซื้อทัวร์ก็สามารถเดินทางมาด้วยตัวเองได้หลากหลายเส้นทาง แต่เส้นทางที่สะดวกสบายและได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือการเดินทางจากจุด เริ่มต้นที่ Juanda International Airport เมืองสุราบายาซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟโบรโม่มากที่สุดนั่น เอง
1. นั่งแอร์พอร์ตบัสจาก Juanda International Airport ไปยังสถานีขนส่ง Bungur Asih เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองโปรโบลิงโก้ ก่อนจะต่อรถไปยังหมู่บ้านเซโมโร ลาวังที่ตั้งอยู่บริเวณขอบปากของแอ่งภูเขาไฟซึ่งเป็นหนทางสู่ภูเขาไฟโบรโม่ ทั้งนี้ค่าโดยสารสำหรับรสบัสด่วนปรับอากาศนั้นอยู่ที่ราคาประมาณ 25,000 รูเปียต่อคน ส่วนรถบัสธรรมดาราคาอยู่ที่ 14,000 รูเปียต่อคน และใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง
2. เมื่อเดินทางถึงเมืองโปรโบลิงโก้ นักท่องเที่ยวต้องต่อรถมินิบัสสีเขียวเพื่อไปยังหมู่บ้านเซโมโร ลาวัง ในราคาค่าโดยสารประมาณ 250,000-300,000 รูปเปียต่อคน (ขึ้นอยู่กับการต่อรอง) โดยมินิบัสนี้จะมีทั้งหมด 10 ที่นั่ง และรถจะออกเดินทางทันทีเมื่อมีผู้โดยสารขึ้นเต็มรถบัส ซึ่งบางครั้งอาจต้องรอนานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นหากนักท่องเที่ยวเดินทางถึงเมืองโปรโบลิงโก้หลังเวลา 16.00 น. ควรจะหาที่พักค้างแรมภายในเมืองและเดินทางในตอนเช้าจะดีกว่า เนื่องจากในช่วงเย็นนั้นเป็นไปได้ยากที่จะมีผู้โดยสารเต็มคันรถ
ส่วนการเดินทางเพื่อขึ้นไปชมปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ นักท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องขี่ม้าหรือเดินขึ้นไป แต่ม้าจะสามารถไปส่งถึงเพียงแค่ไหล่เขาเท่านั้น ช่วงถัดไปนักท่องเที่ยวจะต้องเดินตามขั้นบันไดขึ้นไปด้วยตัวเอง ในระยะทางประมาณ 200 เมตร โดยในระหว่างทางจะมีที่พักให้ได้นั่งพักเหนื่อยเป็นจุดๆ ซึ่ง
กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมและชื่นชอบมากที่สุดเมื่อเดินทางถึงยอดภูเขาไฟ โบรโม่ ก็คือ การเดินบนขอบปากปล่องภูเขาไฟนั่นเอง โดยเส้นทางจะมีลักษณะเป็นสันกว้าง นักท่องเที่ยวสามารถเดินได้โดยรอบ แต่อาจต้องใช้ความระมัดระวังมากสักหน่อยเนื่องจากขอบปากปล่องภูเขาไฟนั้น เป็นสันทรายที่ค่อนข้างลื่น นอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกหนึ่งอย่างก็คือ การซื้อดอกไม้จากชาวบ้านที่นำขึ้นมาขายแล้วอธิษฐานถึงสิ่งที่ต้องการแล้วโยน ลงไปในปากป่องภูเขาไฟ อันเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากคู่รักหนุ่มสาวที่เดินทางมาเยือนที่นี่ ที่ต่างขอให้ความรักของตนสมหวังและครองรักกันตราบชั่วนิรันด์นั่นเอง
ที่มา : travel mthai, ColumbiaThailand
หากพูดถึงภูเขาไฟ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็คงจินตนาการถึงความน่าเกรงขาม และความน่ากลัวเมื่อภูเขาไฟเกิดการระเบิดและพ่นลาวาสูงเฉียดฟ้า ทั้งๆ ที่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ภูเขาไฟถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าพิศวงด้วยมีทัศนียภาพที่สวยงามซับ ซ้อน ดูน่าค้นหายิ่งนัก เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจึงจะพาทุกท่านเดินทางสู่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อไปยังภูเขาไฟโบรโม่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีบนมงกุฎของชวาตะวันออก อีกทั้งที่นี่ยังถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออก เฉียงใต้อีกด้วย
โดยภูเขาไฟโบรโม่คือหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิทจาภูเขาไฟทั้งหมดประมาณ 400 ลูกของอินโดนีเซีย ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,392 เมตร ซึ่งเคยเกิดระเบิดมาแล้วถึง 3 ครั้ง ภายในระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ครั้งล่าสุดที่ภูเขาไฟโบรโม่เกิดการระเบิดก็คือเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 ที่ผ่านมา นอกจากนี้มันยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 10 แห่งอินโดนีเซียที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอีกด้วย .. เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ
บนเนินเขาสูงกว่า 40 กิโลเมตร บนชายฝั่งทางตอนเหนือของหมู่เกาะชวาตะวันออก เมื่อนักเดินทางเพื่อมุ่งสู่ภูเขาไฟโบรโม่ จำเป็นที่จะต้องผ่านหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและหมอกควันจากภูเขาในแถบ นี้ ที่ไม่ใช่แค่จากบรูโม่เท่านั้น เพราะภายในแถบนี้ยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับอยู่อีก 2 ลูกด้วยกัน และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปชมความงามอันน่ามหัศจรรย์ของ ภูเขาไฟโบรโม่ ส่วนใหญ่จะรีบเดินทางมาให้ถึงที่หมายก่อนฟ้าสาง เพื่อให้ทันเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะสาดแสงแห่งความสว่างไสวไปทั่วพื้นพิภพ นั่นเอง
และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายที่จะพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ เส้นทางยอดนิยมก็คือการเดินทางจากสุราบายาสู่ เมืองโปรโบลิงโก้ แล้วไปต่อที่หมู่บ้านเซโมโร ลาวัง จากนั้นจึงพักค้างแรมที่นี่หนึ่งคืน เพื่อให้ทันกับการไปชมพระอาทิตย์ในช่วงเช้านั่นเอง รวมถึงการชมปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ด้วย โดยเซโมโร ลาวังเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร มีอุณหภูมิหนาวเย็นในช่วงเวลากลางคืนและช่วงเช้ามืด ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจำเป็นจะต้องพกพาเสื้อหนาวหรือกางเกงขายาวมา ด้วยเป็นอย่างน้อย นอกเหนือจากเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับการปีนเขาหรือการเดินเท้าในระยะไกลๆ
การเดินทาง Getting there
เส้นทางการเดินทางสู่ภูเขาไฟโบรโม่ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางยอดนิยมของนักเดิน ทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักเรียนมัธยมในพื้นที่ ที่ใช้เส้นทางนี้ในการเข้าค่ายสันทนาการ นอกจากนั้นก็ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่าง ชาติผู้ที่รักการผจญภัยเช่นเดียวกัน โดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมายังภูเขาไฟโบรโม่ หากไม่เลือกซื้อทัวร์ก็สามารถเดินทางมาด้วยตัวเองได้หลากหลายเส้นทาง แต่เส้นทางที่สะดวกสบายและได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือการเดินทางจากจุด เริ่มต้นที่ Juanda International Airport เมืองสุราบายาซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟโบรโม่มากที่สุดนั่น เอง
1. นั่งแอร์พอร์ตบัสจาก Juanda International Airport ไปยังสถานีขนส่ง Bungur Asih เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองโปรโบลิงโก้ ก่อนจะต่อรถไปยังหมู่บ้านเซโมโร ลาวังที่ตั้งอยู่บริเวณขอบปากของแอ่งภูเขาไฟซึ่งเป็นหนทางสู่ภูเขาไฟโบรโม่ ทั้งนี้ค่าโดยสารสำหรับรสบัสด่วนปรับอากาศนั้นอยู่ที่ราคาประมาณ 25,000 รูเปียต่อคน ส่วนรถบัสธรรมดาราคาอยู่ที่ 14,000 รูเปียต่อคน และใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง
2. เมื่อเดินทางถึงเมืองโปรโบลิงโก้ นักท่องเที่ยวต้องต่อรถมินิบัสสีเขียวเพื่อไปยังหมู่บ้านเซโมโร ลาวัง ในราคาค่าโดยสารประมาณ 250,000-300,000 รูปเปียต่อคน (ขึ้นอยู่กับการต่อรอง) โดยมินิบัสนี้จะมีทั้งหมด 10 ที่นั่ง และรถจะออกเดินทางทันทีเมื่อมีผู้โดยสารขึ้นเต็มรถบัส ซึ่งบางครั้งอาจต้องรอนานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นหากนักท่องเที่ยวเดินทางถึงเมืองโปรโบลิงโก้หลังเวลา 16.00 น. ควรจะหาที่พักค้างแรมภายในเมืองและเดินทางในตอนเช้าจะดีกว่า เนื่องจากในช่วงเย็นนั้นเป็นไปได้ยากที่จะมีผู้โดยสารเต็มคันรถ
ส่วนการเดินทางเพื่อขึ้นไปชมปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ นักท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องขี่ม้าหรือเดินขึ้นไป แต่ม้าจะสามารถไปส่งถึงเพียงแค่ไหล่เขาเท่านั้น ช่วงถัดไปนักท่องเที่ยวจะต้องเดินตามขั้นบันไดขึ้นไปด้วยตัวเอง ในระยะทางประมาณ 200 เมตร โดยในระหว่างทางจะมีที่พักให้ได้นั่งพักเหนื่อยเป็นจุดๆ ซึ่ง
กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมและชื่นชอบมากที่สุดเมื่อเดินทางถึงยอดภูเขาไฟ โบรโม่ ก็คือ การเดินบนขอบปากปล่องภูเขาไฟนั่นเอง โดยเส้นทางจะมีลักษณะเป็นสันกว้าง นักท่องเที่ยวสามารถเดินได้โดยรอบ แต่อาจต้องใช้ความระมัดระวังมากสักหน่อยเนื่องจากขอบปากปล่องภูเขาไฟนั้น เป็นสันทรายที่ค่อนข้างลื่น นอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกหนึ่งอย่างก็คือ การซื้อดอกไม้จากชาวบ้านที่นำขึ้นมาขายแล้วอธิษฐานถึงสิ่งที่ต้องการแล้วโยน ลงไปในปากป่องภูเขาไฟ อันเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากคู่รักหนุ่มสาวที่เดินทางมาเยือนที่นี่ ที่ต่างขอให้ความรักของตนสมหวังและครองรักกันตราบชั่วนิรันด์นั่นเอง
ที่มา : travel mthai, ColumbiaThailand
ตะลอนทัวร์อเมริกา เว็บไซน์ซื้อของออนไลน์ในอเมริกา
ในอเมริกาการซื้อของออนไลน์เป็นที่นิยมกันมาก เพราะไม่เพียงประหยัดเวลาในการเดินทางแล้ว ยังมีสินค้ามากมายหลากหลายมากองตรงหน้าเพียงแค่คลิก ในอเมริการะบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมีใช้กันทุกที่ ทุกเวลา จึงไม่ต้องแปลกใจค่ะว่าทำไมคนอเมริกาจึงมีอัตราการซื้อของออนไลน์เป็นอันดับ หนึ่งเลยทีเดียว
การเลือกซื้อของออนไลน์ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ดังนี้ค่ะ
ข้อดี คือ สะดวกสบาย มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย
ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และเราสามารถเห็นรูปภาพเท่าขนาดจริง มีข้อมูลของผลิตภัณฑ์อีกเพียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
แถมยังมีโปรโมชั่นส่วนลดในบางช่วงอีกด้วย
ข้อเสีย คือ ต้องมีบัตรเครดิตหรือเดบิตค่ะ ถึงจะซื้อของได้ ดังนั้นถือเป็นความเสี่ยง
เพราะต้องจ่ายเงินก่อนได้สินค้าทีหลัง (บางคนที่ไม่ชินกับการใช้บัตรซื้อของจะเกิดอาการกลัว ไม่กล้าใช้ค่ะ แต่คนอเมริกันการใช้บัตรซื้อของถือเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่)
บางทีของที่ส่งมาให้มีสีและขนาดที่เพี้ยนไปจากรูปที่เห็น หรือบางทีก็ไม่ตรงตามความต้องการของเรา
ทำให้ต้องมาเสียเวลาและรับภาระในการคืนของอีก
ดังนั้นการซื้อของออนไลน์ต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อนะค่ะ
รายชื่อเวบไซท์ของอเมริกาที่สามารถสั่งของได้
เว็บไซน์ที่ขายสินค้าทุกอย่าง
- http://www.amazon.com - เป็น เว็บไซต์ในลักษณะอีคอมเมิร์ซ เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา สามารถหาสินค้าได้ทุกอย่างในเว็บนี้ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ เพลง ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ วิดีโอเกม เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ อาหาร และอื่นๆ
- http://www.walmart.com
- http://www.target.com
- http://www.ebay.com
เว็บไซน์ที่ขายพวกยาเป็นหลัก
เว็บไซน์ที่ขายเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา เข็มขัด
- http://www.gap.com
- http://www.oldnavy.com
- http://www.childrensplace.com
- http://www.gymboree.com
- http://www.ralphlauren.com
- http://www.ae.com
- http://www.abercrombie.com
- http://www.guess.com
- http://www.coach.com
- http://www.oakley.com
- http://www.ninewest.com
- http://www.6pm.com
- http://www.xoxo.com
- http://www.burlington.com/
- https://www.thenorthface.com
- http://www.columbia.com/
เว็บไซน์ห้างในอเมริกา
- http://www.macys.com
- http://www.nordstrom.com
- http://www.neimanmarcus.com
- http://www.bloomingdales.com
- http://www.barneys.com
- http://www.jcp.com
เว็บไซน์ที่ขายเครื่องสำอาง
เว็บไซน์ที่ขายสินค้าเด็ก
ถ้าเพื่อนๆไม่มีที่อยู่ในอเมริกาก็ไม่เป็นปัญหานะ สามารถใช้บริการฟรีจาก
เครดิต: http://gogoamerica.com
Subscribe to:
Posts (Atom)


